ระวัง!3กลโกงออนไลน์ที่กำลังระบาดจากรายงานของGoogle2

ในยุคที่การทำธุรกรรมออนไลน์และการสื่อสารผ่านมือถือกลายเป็นเรื่องปกติ กลโกงทางไซเบอร์ (Cyber Scam) ก็มีการพัฒนาและปรับตัวอย่างรวดเร็วตามพฤติกรรมผู้ใช้ ล่าสุด Google ได้เผยรายงานจากทีม Threat Analysis Group (TAG) เกี่ยวกับแนวโน้มกลโกงที่กำลังระบาดในช่วงนี้ ซึ่งมีเป้าหมายคือผู้ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน

รายงานดังกล่าวเผยให้เห็นว่า กลุ่มมิจฉาชีพกำลังหันมาใช้กลยุทธ์ที่แนบเนียนมากขึ้น และเน้นไปที่ "จุดอ่อนของมนุษย์" อย่างเช่น ความเร่งรีบ ความตื่นตระหนก และความคาดหวัง เช่นในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลเดินทาง

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 3 กลโกงหลักที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย พร้อมคำแนะนำในการป้องกันตัวทั้งในระดับบุคคลและองค์กร

1. กลโกงจองท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์ปลอม (Fake Travel Booking)

ช่วงฤดูร้อนหรือเทศกาลท่องเที่ยวคือช่วงเวลาทองของมิจฉาชีพที่ใช้เว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกล่อผู้บริโภค

ลักษณะของกลโกงนี้

  • สร้างเว็บไซต์ที่ดูเหมือนบริษัททัวร์หรือโรงแรมชื่อดัง

  • เสนอโปรโมชั่นล่อใจ เช่น “เที่ยวญี่ปุ่น 3 วัน 2 คืน เพียง 3,999 บาท”

  • ใช้ภาพรีวิวจริงจากที่อื่นมาตัดแปะ สร้างความน่าเชื่อถือปลอม

  • หลอกให้เหยื่อโอนเงิน หรือกรอกข้อมูลส่วนตัว/บัตรเครดิต

บางกรณีเหยื่อจะถูกหลอกผ่านช่องทาง Message App, Social Media หรือ SMS ซึ่งเป็นวิธีที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ

วิธีป้องกัน

  • ตรวจสอบ URL และโดเมนเว็บไซต์ก่อนชำระเงิน

  • หลีกเลี่ยงการจองผ่านลิงก์จากข้อความแชทหรือโฆษณาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง

  • ค้นหาชื่อเว็บไซต์พร้อมคำว่า “หลอกลวง” หรือ “รีวิว” บน Google ก่อนตัดสินใจ


2. กลโกงแจ้งพัสดุปลอม (Package Delivery Scam)

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่กำลังระบาด คือการส่งข้อความหรืออีเมลปลอม อ้างว่าเหยื่อมีพัสดุตกค้าง และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบางอย่าง

วิธีการทำงานของมิจฉาชีพ

  • ส่ง SMS หรืออีเมลแฝงลิงก์ปลอมโดยอ้างเป็น Kerry, DHL, FedEx ฯลฯ

  • เมื่อเหยื่อกดลิงก์ จะเข้าสู่หน้าเว็บที่ดู “เหมือนจริง” อย่างมาก

  • หลอกให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อจ่ายค่าขนส่งเล็กน้อย

  • บางรายถูกหักเงินซ้ำ หรือถูกนำข้อมูลไปใช้ในธุรกรรมอื่น

เครื่องมือที่คนร้ายใช้ คือ phishing kits เช่น Darcula และ Xiu Gou ซึ่งสามารถสร้างหน้าเว็บเลียนแบบแบรนด์ดังได้อย่างรวดเร็วในไม่กี่นาที และสามารถปรับเปลี่ยนข้อความแบบเรียลไทม์ตามช่วงเวลาที่ลิงก์ถูกเปิด

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • หากต้องตรวจสอบพัสดุ ให้เข้าแอปของบริษัทขนส่งโดยตรง

  • อย่าให้ข้อมูลบัตรเครดิตในเว็บไซต์ที่ไม่ได้ใช้ HTTPS หรือไม่มีการตรวจสอบยืนยันตัวตน


3. กลโกงค่าทางด่วนปลอม (Toll Road Scam)

กลโกงอีกประเภทที่กำลังระบาดคือ “ค่าทางด่วนปลอม” ที่มักมาในรูปแบบ SMS
ข้อความแจ้งว่า “คุณมียอดค้างค่าทางด่วน โปรดชำระทันทีภายใน 24 ชั่วโมง” พร้อมลิงก์ชำระเงิน

จุดสังเกตที่ผิดปกติ

  • ส่งข้อความถึงแม้ผู้ใช้จะไม่ได้ใช้เส้นทางที่มีการเก็บค่าผ่านทาง

  • ลิงก์ชำระเงินมักนำไปยังเว็บไซต์ที่ชื่อคล้ายกับหน่วยงานทางการ

  • มีการเปลี่ยนชื่อถนนหรือพื้นที่ให้เหมาะกับผู้รับข้อความ (Geotargeting)

Google พบว่ามิจฉาชีพใช้เทคนิค “Follow-the-sun” ซึ่งหมายถึงการกระจายกลโกงตามเขตเวลาโลก เช่น ส่งไปยุโรปตอนเช้า, เอเชียตอนบ่าย และอเมริกาตอนเย็น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนเปิดลิงก์ในช่วงเวลาที่ตื่นตัว

วิธีป้องกัน

  • ตรวจสอบว่าในพื้นที่ของคุณมีระบบเก็บค่าทางด่วนหรือไม่

  • อย่าชำระเงินผ่านลิงก์ที่ไม่ได้มาจากแหล่งทางการ

  • ตรวจสอบกับเว็บไซต์หรือแอปของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง


กลโกงพัฒนาเร็ว แต่การรู้เท่าทันก็พัฒนาได้

ในโลกไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มิจฉาชีพพร้อมเสมอที่จะใช้ “ความรีบร้อน” ของผู้คนเป็นเครื่องมือโจมตี
การมี วินัยในการใช้ดิจิทัล และ ความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย (Security Awareness) คืออาวุธสำคัญที่สุด

องค์กรควรทำอย่างไร?

  • จัดอบรม Security Awareness ให้พนักงานเป็นประจำ

  • อัปเดตระบบกรอง phishing และติดตาม Threat Intelligence อย่างสม่ำเสมอ

  • ใช้ระบบ 2FA และนโยบาย Zero Trust กับการเข้าถึงข้อมูลภายใน


ภัยคุกคามจะไม่มีวันหยุดพัฒนา
แต่เราทุกคนสามารถ “รับมือก่อน” ด้วยการรู้ทัน และแบ่งปันความรู้ให้คนรอบตัว
เพราะในโลกออนไลน์...การป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการตามแก้ทีหลัง